การจากไปของพี่โย่ง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2540 ตอกย้ำเรื่องหนึ่งกับผม

การจากไปของพี่โย่ง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2540 ตอกย้ำเรื่องหนึ่งกับผม

การจากไปของพี่โย่ง

การจากไปของพี่โย่ง

อย่าประมาท อย่ารีรอ อย่าชะล่าใจ มีโอกาสจงรีบทำ ยิ่งเป็นโอกาสในสิ่งที่ใฝ่ฝัน ยิ่งต้องไม่ลังเล ยิ่งต้องกระโจนเข้าใส่มัน ผมเข้ามาทำงานที่สยามกีฬาในแผนกวิทยุสปอร์ตเรดิโอตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2539 ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาปี 4

ใกล้จบแล้วล่ะครับ เรียนเทอมสองแล้ว ที่มหาวิทยาลัยมีจัดงานตลาดนัดแรงงาน มีบริษัทห้างร้านต่างๆ ร่วมร้อยแห่งมาออกบูทรับสมัครพนักงานใหม่รายรอบสนามฟุตบอล ว่าที่นิติศาสตร์บัณฑิตอย่างผมยื่นใบสมัครตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายไปนับสิบที่ แต่เมื่อมาถึงบูทสยามสปอร์ต ผมไม่สนใจตำแหน่งใดๆ ที่ประกาศรับเลย ทว่าถามเจ้าหน้าที่ประจำบูท (แกชื่อพี่ชาญ ปัจจุบันยังทำงานอยู่กับองค์กร) ว่า “ตำแหน่งผู้สื่อข่าวต่างประเทศยังเปิดรับหรือเปล่าครับพี่”

คำตอบของพี่ชาญเป็นอย่างที่ผมคิดเพราะได้ยินมาตลอดว่าฝ่ายต่างประเทศสยามกีฬา/สตาร์ซอคเก้อร์นั้นเข้ายากเข้าเย็นเหลือเกิน “ไม่เปิดเลยครับน้อง เต็มอยู่ตลอด”

“ถ้าผมยื่นทิ้งเอาไว้ได้มั้ยครับ” “ได้สิ ตามสบาย”

ผมยื่นใบสมัครทิ้งไว้ทันที แต่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยด้วยรู้ว่าโอกาสได้ทำงานที่ใฝ่ฝันนั้นยาก ก็คนเขาเต็มตลอดแถมคงจะมีใครต่อใครอยากเข้าไปทำงานตั้งเยอะแยะ..

ก็นั่นล่ะครับ จุดเริ่มต้นของผมเริ่มจากตรงนั้น ใครจะเชื่อว่าจังหวะชีวิตของเรายามมันจะมามันก็มา แค่สัปดาห์เดียวให้หลัง สยามกีฬาคือที่แรกที่ติดต่อผมกลับมา สปอร์ตเรดิโอกำลังต้องการพนักงานฝ่ายต่างประเทศเพิ่มพอดี แทนที่จะไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทเล็กใหญ่อีกหลายแห่งที่ติดต่อเข้ามาหลังจากนั้นตามสายที่ร่ำเรียนมา ผมเริ่มนับหนึ่งชีวิตทำงานด้วยการได้งานในองค์กรที่อยากทำมาตลอดไม่ได้อยู่ฝ่ายต่างประเทศหนังสือพิมพ์ก็ไม่เป็นไร อยู่ฝ่ายต่างประเทศวิทยุก็ยินดีเหมือนกัน แค่ได้ทำงานที่สยามกีฬาก็ดีใจแล้ว

ผมเริ่มทดลองงานตั้งแต่ปลายปี 2539 โดยเรียนปีสี่ควบคู่กันไปด้วย เช้า/บ่ายเรียน ดึกทำงาน ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานในวันที่ 1 มีนาคม 2540 หากความดีใจอีกอย่างหนึ่งนอกจากได้ทำงานที่ใฝ่ฝันแล้ว การได้เข้าสยามกีฬายังทำให้ผมจะได้เจอพี่ ย.โย่ง ตัวเป็นๆ อีกด้วย ไม่ถึงขนาดต้องดักเจอหน้าตึกหรอก มันเป็นแค่ตึกแถว 2 ฝั่งในซอยเล็กๆ หันหน้าเข้าหากันเอง แม้ฝ่ายหนังสือพิมพ์กับวิทยุจะอยู่คนละตึก แต่ยังไงก็ได้เจอแน่ๆ ไม่เจอวันนี้ก็เจอวันหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ผมอยู่ใกล้พี่โย่งที่สุดแล้ว มั่นใจถึงขนาดคิดล่วงหน้าเอาไว้เลยว่าถ้าได้เจอพี่โย่งจริงๆ จะเดินเข้าไปยกมือไหว้ แนะนำตัวแล้วบอกกับแกว่าพี่คือแรงบันดาลใจของผม..

ถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2540 ผมคงไม่รีรอที่จะได้พบกับแรงบันดาลใจของผม ผมคงทำอย่างไรก็ได้ที่จะได้เจอพี่โย่ง ดักรอหน้าตึก รอหน้าบันได หรือเข้าไปหาถึงฝ่ายต่างประเทศ มันก็น่าแปลกนะครับ กับงานที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ทำ จังหวะชีวิตก็นำพาให้มาได้ทำ แต่กับเรื่องที่มั่นใจว่าจะได้ทำแน่ๆ ก็จังหวะชีวิตอีกนั่นแหละที่ดึงให้มันคลาดไป ยามจะมามันก็มา แต่หากมันจะไม่มา มันก็ไม่มา..23 ปีแล้ว เทิดทูนและคิดถึงเสมอครับพี่

ขอบคุณข้อมูลจาก :https://www.siamsport.co.th/

ติดตามข่าวสารได้ที่ :https://www.outdoor-sports007.com

ร่วมสนุกกับเกมส์การแข่งขัน :www.ufabet911.com